สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ได้โปรดดลบันดาลให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง
ชวนชิมเนื้อฮิดะที่ทาคายาม่า เมื่อเดือนตุลาคม ผมได้ตามคุณชายถนัดศรีไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาลที่ญี่ปุ่น เราลงเครื่องที่เมืองนาโกย่า แล้วเดินทางโดยรถโคชเข้า หมู่บ้านชิราคาว่า หมู่บ้านที่ได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลก เราไปถึงเป็นเวลาเที่ยงเลยต้องหาของอร่อยๆรับประทานกันก่อน อาหารที่มีชื่อเสียงของที่นี่คือ ปลาฮาเกะ ร้านที่เราไปชิมเป็นร้านที่ขุดบ่อเลี้ยงปลารอบๆร้าน น้ำในบ่อใสแจ๋วแบบที่ "น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา" แต่ในบ่อไม่มีปทุมมาให้แหวกว่ายเหมือนในบทพระราชนิพนธ์ครับ ดังนั้นปลาที่นี่รับประกันความสดได้แน่นอน ปลาที่จัดให้เรารับประทานมีสองแบบคือแบบย่างเกลือ รสเค็มนิดๆ ส่วนอีกแบบเป็นปลาย่างซีอิ้วแบบที่คุณชายชอบ รสออกหวานกลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไม่มีก้างขวางคอเพราะก้างนุ่มมากๆจนกินได้ทั้งตัว(และหัว) อิ่มสบายท้องแล้วก็ไปเดินย่อยอาหารที่ในหมู่บ้าน ช่วงที่คณะเราไปอากาศกำลังดี ประมาณ 20 องศา เย็นสบายเดินแล้วไม่ร้อนเหนะหนะ และไม่หนาวจนต้องมีเสื้อหนาวห่อตัวกันเป็นแหนมป้าย่น วิวก็สวยเพราะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง-แดง เราเลยใช้เวลาเดินกระหนุงกระหนิงถ่ายรูปกันนานหน่อย ค่อยเดินทางต่อเข้าเมืองทาคายาม่า
หลังนอนหลับพักผ่อนเข้าออนเซ็นคลายเส้นคลายสายเมื่อคืน เช้านี้ก็เป็นพระยาน้อยชมตลาด ดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ แล้วผมก็เจอของดี เนื้อฮิดะเสียบไม้ย่าง คุณป้าเล่นย่างเนื้อยั่วน้ำลายแต่เช้า ผมเลยตบะแตกต้องชวนคุณชายชิมกันก่อน นี่ขนาดเพิ่งกินอาหารเช้าจากโรงแรมมาหยกๆ ไม่ผิดหวังครับเนื้อฮิดะนุ่มๆย่างไฟอ่อนๆ อร่อยครับ คุณชายก็เลยเรียกให้ชาวคณะทัวร์ที่ไปกับไรน์นิช มาชิมด้วยกัน เป็นอันว่าวันนั้นป้าแกคงได้ปิดร้านตั้งแต่สายๆแล้วครับ อันนี้แค่ออเดริฟครับ ของจริงต้องมื้อเที่ยง รอนิดนะครับเราไปชมเมืองทาคายาม่ากันก่อน ที่นี่เรียกว่าเป็นลิตเติ้ลเกียวโต สัมผัสบรรยากาศบ้านชาวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม กำแพงดิน สวนแบบญี่ปุ่น และคลองใสสะอาด บรรยากาศแบบเมืองเกียวโตในอดีตไว้ได้อย่างลงตัว ถ้าเมื่อยก็นั่งรถลากแบบคุณชายก็ชิลๆไปอีกแบบ รถลากมาส่งคุณชายที่ร้านสาเกดังที่สุดในเมือง เลยต้องฉลองศรัทธากันคนละแก้ว
ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว มื้อนี้เป็นมื้อพิเศษของทริปนี้เลยก็ว่าได้ เพราะคุณชายจะพาไปชิมสุกี้เนื้อฮิดะ อันว่าเนื้อฮิดะนี้เป็นเนื้อวัวที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของเมือง เนื้อจะมีมันแทรกเป็นลายหินอ่อน เนื้อที่ใช้ทานสุกี้จะแล่มาบางๆ ขั้นแรกพนักงานจะเตรียมกะทะสุกี้ เริ่มจากใส่มันหมูเล็กน้อยในหม้อให้น้ำมันออก แล้วนำต้นหอมญี่ปุ่นที่หั่นมาเป็นท่อนผัดให้หอม เติมน้ำซุบเล็กน้อย จัดวางผักต่างๆจนเต็มแล้วค่อยเทน้ำซุบลงท่วมผัก อย่าเพิ่งทานนะครับของอร่อยต้องใจเย็นๆ รอจนน้ำซุบเดือดค่อยวางเนื้อฮิดะบนผัก อย่ารอจนเนื้อสุกมากจะไม่อร่อย เอาแค่เนื้อยังมีสีแดงๆอยู่ก็คีบออกจากหม้อจุ่มในไข่แดงดิบที่เขาเตรียมไว้ให้ ที่นี้เข้าปากได้เลยเพราะไข่แดงจะช่วยลดความร้อนของเนื้อ เนื้อหวานนุ่มลิ้น อร่อยจริงๆครับ อยากให้ท่านที่ชอบทานเนื้อได้มาลองชิมกัน ได้เวลาที่เราต้องออกเดินทางต่อแล้ว เป็นการเดินทางไกลแต่สองข้างทางเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม สมกับที่แถบนี้ได้ชื่อว่าเป็นแจแปนแอลป์ มองไปเป็นหุบเขาสีเหลืองสีส้มสีแดง บางช่วงมีลำธารน้ำไหลผ่าน บอกได้เลยว่าสวยไมแพ้สวิสเลย ระยะทางดูไม่ไกลเลยนอกจากทิวทัศน์งดงามแล้วคุณชายยังมีเรื่องเล่าสนุกๆ และบางทีก็ร้องเพลงสดๆให้เราฟังด้วย ไม่ทันไรก็ถึงปราสาทมัตสุโมโต้ เป้นจุดที่สำคัญของเมือง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1504 ระหว่างช่วงที่โกลาหลของสงครามกลางเมือง โดยที่กำแพงหินกับคูน้ำที่อยู่รอบปราสาทแห่งนี้เท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อครั้งอดีต ปราสาทหลังนี้ก็ถูกเรียกว่า "ปราสาทอีกา" หรือ "ปราสาทดำ" นั่นก็เพราะด้านนอกของปราสาทได้ใช้สีดำเป็นสีหลักในการก่อสร้าง การเดินในปราสาทจะเจอกับดักที่ทำไว้หลอกนินจาฝ่ายศัตรู เช่นบันไดที่มีความสูงของขั้นต่างกัน หรือคานบันไดที่ต่ำกว่าปกติ ถ้าไม่ระวังก็ชนหัวโนได้ เราใช้เวลาที่ปราสาทประมาณชั่วโมงก็เดินทางต่อไปที่นาโกย่า อาหารค่ำวันนี้เป็นภัตตาคารอาหารยากินิขุ ดัดแปลงมาจากอาหารเกาหลี เป็นบุฟเฟต์ เราเลือกว่าจะเป็น เนื้อวัวหมักแบบต่างๆ, เนื้อหมูหมักแบบต่างๆ, อาหารทะเลสดได้ไม่อั้น ต่างคนต่างปิ้งได้ตามความสุกที่ชอบ สำหรับเด็กๆมีทั้งไอศครีม และสายไหม เขามีเครื่องทำสายไหมให้ทำเอาเอง นอกจากเด็กชอบแล้ว เห็นพ่อแม่บางคนยังให้ลูกไปทำมาให้ด้วยนะ คืนนี้ต้องนอนเก็บแรงไว้เดินต่ออีกวัน
วันรุ่งขึ้นเราจะไปเมืองอิเชย์ เพื่อสักการะศาลเจ้าอิเชย์จินกู ศาลเจ้าหลวงของศาสนาชินโต ที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี มีมาพร้อมประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าแห่งนี้ถือเป็นศาลเจ้าของประเทศญี่ปุ่น มีความสำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด วันที่เราไปมีคนญี่ปุ่นเดินกันเต็มถนน เพราะคนญี่ปุ่นเองยังมีความมุ่งมั่นว่าครั้งหนึ่งในชีวตจะต้องหาโอกาสมาสักการะศาลเจ้าอิเชย์จินกูให้ได้ นอกจากนี้ยังมีขบวนแห่เล็กๆด้วย ทำเอาถนนเล็กๆในเมืองแน่นขนัด ก่อนที่จะเข้าสักการะศาลเจ้าเราแวะไปทานมื้อเที่ยงที่ ภัตตาคารอูนาด้ง ร้านนี้ที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ที่สุดและอันดับหนึ่งด้านอูนาด้ง (ข้าวหน้าปลาไหลย่าง) ร้านนี้สืบทอดการทำอูนาด้งมาหลายชั่วอายุ มีอายุกว่า 110 ปี ทางร้านจะเสริฟปลาไหลเป็นเซ็ทคือมีปลาไหลมา 3 ถ้วย ได้แก่ ปลาไหลย่างซีอิ้ว ที่เราเห็นกันทั่วไปเวลาสั่งข้าวหน้าปลาไหล แต่ที่ร้านนี้ยังมีปลาไหลย่างราดมันบดแบบญี่ปุ่น และปลาไหลย่างซูโนโมโนะ(ผักดองญี่ปุ่น) มาพร้อมข้าวร้อนๆ ผักดอง และซุบเครื่องในปลาไหล ทานเสร็จแล้วต้องต่อด้วยของหวานที่มีขายที่นี่แห่งเดียวในญี่ปุ่น นั่นคือขนมโมจิโบราณที่ร้านอะกะฟุกุ ขนมร้านนี้สืบทอดการทำมามากกว่า 400 ปี ร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังชาวญี่ปุ่นรู้จักทั่วประเทศ เห็นได้จากการต่อคิวยาวรอซื้อขนม ขนมแพ็คมาในกล่องสวยงามขนาดที่นิยมซื้อ คือ 8 ชิ้น ราคากล่องละ 1,000 เยน ลักษณะของขนมไม่เหมือนโมจิที่อื่น ขนมโมจิที่นี่เป็นถั่วแดงห่อแป้ง ไม่ใช่ถั่วแดงเป็นใส้แล้วเอาแป้งห่อ เวลาจะกินจะต้องใช้ไม้ตัก ขนมนี้เขาจะทำกันใหม่ๆสดๆทุกวัน แล้วก็เก็บได้ไม่เกินสองวัน เข้าตู้เย็นก็ไม่ได้เพราะแป้งจะคืนตัวแข็งหนึบ ใครอยากชิมของอร่อยก็ต้องมาทานที่เมืองอิเชย์นี้เท่านั้น ดังนั้นสำหรับท่านที่มีเพื่อนฝูงเดินทางไปแต่ไม่ได้ขนมโมจินี้เป็นของฝากก็ต่อว่าไม่ได้นะครับ ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆเรียกว่าเป็นบ้านนอกของญี่ปุ่น แต่ขาช็อปก็ไม่ผิดหวัง เพราะ OTOP ของญี่ปุ่น สวยงามน่าซื้อ อาหารและขนมก็แพ็คห่อสะอาดสะอ้าน มีให้ชิมด้วย ชิมแล้วไม่ซื้อเขาก็ไม่ว่าอะไร อีกอย่างที่คุณชายเองและอีกหลายๆท่านชอบก็ ไอศครีมครับ กลิ่นหอมและไม่หวานจัด เมืองไหนมีผลไม้อะไรขึ้นชื่อก็มักมีไอศครีมรสนั้นขาย อย่างที่เมืองอิเชย์ มีชาเขียวขึ้นชื่อก็เลยมีไอศครีมรสชาเขียว กับรสพื้นฐานคือวนิลา สนนราคาประมาณ 250 ? 300 เยน (อย่าคิดเป็นเงินไทยนะครับ เดี๋ยวทานไม่อร่อย ) เมื่อเข้าไปสักการะศาลเจ้าตามความมุ่งหมายแล้วเราก็กลับเข้านาโกย่า พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า มื้อเย็นวันนี้ขอเมนูเด็ดอีกทีให้สมอยากที่มาญี่ปุ่น มื้อนี้เป็นชาบู ชาบู เอ็นจอยได้ทั้งท่านที่ทานเนื้อวัว เนื้อหมู ต่อจากนี้เป็นการรับประทานชาบู ชาบู ตามสไตล์คุณชายนะครับ เทน้ำซุบลงในหม้อ พอเดือดใส่บรรดาผักลงก่อนพอเดือดอีกทีเอาเนื้อวัวจุ่มทิ้งไว้ให้ออกรสในน้ำซุบ 1 ชิ้น จากนั้นก็เลือกเอาเนื้อสไลด์บางๆซึ่งมื้อนี้เรากินเนื้อวากิวลงจุ่ม อย่านานเอาแค่เนื้อสะดุ้ง แล้วจิ้มน้ำจิ้มงาบด ทีนี้เข้าปากได้เลยครับ จุ่มจิ้ม จิ้มจุ่ม กัน เผลอแผลบเดียวจานเนื้อกองโต น้ำในหม้อเริ่มงวดลง เคล็ดลับสำคัญห้ามเติมน้ำซุบต้องปล่อยให้น้ำซุบในหม้อเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เติมผักลงไปได้ แล้วอย่าให้ใครมาคีบเนื้อที่เราหย่อนเป็นหัวเชื้อออกเด็ดขาด ปรุงรสด้ยวซีอิ้วขาว โซยุ พริกป่นนิดหน่อย ก่อนอิ่มใส่เส้นอุด้งลงไป เส้นจะดูดเอาน้ำซุบเข้ามา รอซักพักโซ้ยได้เลยครับ อร่อยเด็ดจริงๆ แล้วเราก็จบทริปนี้กันด้วยมื้อนี้แหละครับ ทั้งหมดที่ผมเล่ามา ท่านสามารถรับชมได้ในรายการครอบจักรวาล เริ่มตอนแรก วันอาทิตย์ที่10 มกราคม 2553 ทางทีวีสีช่อง 5 เวลาประมาณ 8.10 น. ท่านจะได้ทั้งความสนุกสนาน และความรู้ครบครัน
ท่านที่สนใจโปรแกรม สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-712-5757 ครับ